Warun's profileSharkin The Flying Dutch...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
July 05 เปรตวัดสุทัศน์ประสบการณ์แหวกแนว มีแต่คนเคยเจอเปรตวัดสุทัศน์ตอนกลางคืน
แต่กูกลับเจอเปรตวัดสุทัศน์ตอนกลางวันแสกๆ แถมยังเป็นเปรตในคราบมนุษย์ธรรมดาๆอีกด้วย
ที่เกริ่นไว้อย่างนี้เพราะอะไรน่ะเหรอ กูโดนขโมยรองเท้าผ้าใบที่วัดสุทัศน์น่ะสิ
แม่ง ไอ้เปรตนี่ก็เสือกเล็งรองเท้าดีๆ แถมเป็นเบอร์ใหญ่อีกต่างหาก
เรื่องของเรื่องคือ เสร็จจากเก็บข้อมูลทำงานธนบุรี-รัตนโกสินทร์ที่วัดราชนัดดาแล้ว
สมาชิกส่วนใหญ่ไปเขาดินกัน แต่กูขี้เกียจไป เพราะไปมาก็หลายครั้ง
กะว่าจะเดินเล่นไปเรื่อยๆ แล้วค่อยไปขึ้นรถกลับบ้านแถวๆสนามหลวง
ก็มีสมาชิกกลุ่มคนนึงตามมาด้วย บอกอยากไปวัดสุทัศน์ เลยพาไป
ไปถึงแล้วยังไหว้พระยังไม่หมดทั้งวัด ก็มาเจอเปรตตัวนี้จนได้
ไหว้พระในพระอุโบสถวัดสุทัศน์เสร็จ ออกมา ตายห่า เปรตมันเอารองเท้ากูไปเสียแล้ว
กูเป็นคนตีนใหญ่ รองเท้าผ้าใบเบอร์ใหญ่ๆมันหาซื้อได้ง่ายๆที่ไหน
ยังดีที่พอหาซื้อรองเท้าแตะมาใส่ก่อนได้ แล้วค่อยมาซื้อผ้าใบคู่ใหม่เอาทีหลัง (มันถูกๆซะที่ไหน)
ไมโทษสมาชิกกลุ่มที่มาวัดสุทัศน์ด้วยกัน ถือว่าเพื่อนขอร้อง ช่วยได้ก็ช่วย
ไม่โทษทางวัดที่ดูแลได้ไม่ทั่วถึง เพราะแต่ละวันคนเข้าออกมาทำบุญมากหน้าหลายตา ทั้งไทยและเทศ
แต่โทษตัวเองที่ชะล่าใจ เพราะไปวัดนี้หลายครั้งแล้วไม่เคยโดนขโมยรองเท้า
กูถือว่าเปรตที่มันเอาไปมีกรรมกับกู ถือว่ากูเคยไปเอาของมันมาก่อนในอดีตชาติ
พอมาชาตินี้ จังหวะกรรมมันส่ง เปรตตัวนี้มันเลยมาเอาของกูไปบ้าง
แต่เปรตตัวนี้มันก็ระยำ สัตว์ดอก เหี้ยเย็ดพ่อ สัตว์เย็ดแม่
คนเขามาทำบุญ แม่งเสือกมาทำความเดือดร้อนให้
หาญกล้าทำบาปทำกรรมในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ระวังมันจะเจอดี
บุญที่หนุนมึงหมดเมื่อไร ผลกรรมที่มึงทำเอาไว้จะสนองมึงอย่างถึงใจไม่รู้ลืมแน่
สวัสดี และขออภัยที่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย
October 15 โฮ่ย...เบื่อปิดเทอมแล้ว แต่ทำไมยังรู้สึกเบื่อๆเซ็งๆ เทอมที่ผ่านมาก็เรียนแทบอ้วกแตก งานก็เยอะ เหนื่อยก็เหนื่อย แถมบางตัวยังได้เกรดไม่สวยหรูอีก บางตัวก็...นะ (มั่ว)สิ้นดี
ที่ผ่านมาก็เจอทั้งเรื่องดี เรื่องเครียด
บางครั้งก็รู้สึกผ่อนคลาย บางครั้งก็เครียด กดดัน
บางทีกำลังรู้สึกอยากผ่อนคลาย ก็ต้องมีเหตุให้มีเรื่องให้กลุ้ม ให้เครียดอยู่เสมอ
นึกน้อยอกน้อยใจบ้างเหมือนกัน ว่าอีกนานมั้ย กว่าจะพ้นจากสภาวะนี้
ไหนจะต้องมาคอยสะสางปัญหาส่วนตัว ไหนจะต้องอดทนกับเรื่องต่างๆที่ประดังประเดเข้ามา
หลายครั้งหลายหนยังต้องมาคอยวิตกกังวลว่าตัวเองจะเป็นชนวนเหตุอีกรึปล่าว
จะข่มตานอนบางทีเรื่องทั้งหลายแหล่มันก็วนเวียนอยู่ในหัว บางครั้งก็กลายเป็นคิดไปเอง
บางครั้งก็โชคดีหน่อยที่มันไม่ร้ายแรงจนเกินกว่าที่จะรับไหว แต่ก็มิวายรู้สึกแย่อยู่ดี
รู้สึกเหมือนกับบางครั้งเป็นตัวปัญหา ทำอะไรก็ต้องคอยระวัง ระแวงว่าจะไปทำอะไรเข้าให้อีกรึปล่าว
บางครั้งก็อยากจะระบายออกมาบ้าง แต่บางทีแทนที่จะได้ระบายกลับเป็นต้องแบกเพิ่มอีก
แถมหลายครั้งยังต้องมาแบกรับ "ความคาดหวัง" อย่างมหาศาลจากคนรอบข้าง
ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะทุกๆคนต่างก็มีเรื่องที่ตัวเองคาดหวังทั้งนั้น
แต่บางทีมันก็แบกมาก มากจนกลับกลายเป็นแบกรับความกดดัน
เส้นแบ่งระหว่างความคาดหวังกับความกดดันมันช่างบางเหลือเกิน
จนมีบางครั้งที่แอบคิดเหมือนกัน ว่าตัวเองไม่ใช่คน แต่เป็นตุ๊กตาหุ่นเชิด ที่ต้องขยับไปตามใจคนคุม
ยังเคยแอบหวังไว้เหมือนกัน ว่าเมื่อเวลาผ่านไปอะไรๆมันจะดีขึ้น แม้นิดเดียวก็ยังดี
ซึ่งก็เป็นอย่างที่หวังบ้างในบางเรื่อง บางเรื่องก็คงยาก อาจยากมากเลยเสียด้วยซ้ำ
หลายครั้งก็รู้สึกท้อ รู้สึกเหนื่อยใจ แต่ก็ต้องจำทนยอมแบกรับมัน
จะให้ทำไงได้ล่ะ ก็ตัวเองไปทำไว้เองนี่ ก็ต้องชดใช้ในสิ่งที่ตัวเองเคยทำลงไป
ถ้าเกิดพยายามแล้วผลออกมาได้ตามที่หวังก็โชคดีไป
แต่ถ้าเกิดไม่ใช่ขึ้นมาล่ะ มันอาจจะเป็นความทรงจำอันน่าเจ็บปวดที่สุดคอย่างหนึ่งก็ได้
ซึ่งก็ไม่มีสิทธิที่จะโต้เถียงคัดด้านใดๆทั้งสิ้น ก็ตัวเองทำไว้เอง จะปฏิเสธสิ่งที่ตอบกลับมามันก็ไม่ได้
ช่วงนี้ก็ได้หยุดพักจากการเรียนอันหนักหน่วงเสียที
แต่ก็ยังรู้สึกเบื่อๆ เหมือนอะไรๆไม่ค่อยจะเป็นใจเลย
อยู่บ้าน ก็ไม่รู้จะทำอะไร จะเล่นคอมทั้งวี่ทั้งวันมันก็ใช่ที่
แถมตัวคอมที่เพิ่งซื้อมาได้เดือนสองเดือนก็เกิดอาการแปลกๆที่หาสาเหตุไม่ได้อีก
มิหน้ำซ้ำเมาส์ของโน้ตบุ๊คมันก็ดันมารวนอีก แก้ยังไงก็ไม่ได้ เป็นห่าอะไรของมันวะ
อะไรจะโหดร้ายกันปานนี้หนอ โชคชะตาเอ๋ย ช่างกลั่นแกล้งกันเหลือคณานับ
อยากจะออกไปตะลอนๆ ก็ไม่รู้จะไปไหน สภาพอากาศก็ไม่เป็นใจอีก
ไหนจะต้องมาคำนวณค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายต่อวัน
ไหนจะต้องเผชิญกับบริการขนส่งมวลชนมาตรฐานขั้น “เหี้ย” อีก
ช่วงนี้ก็มีงานแสตมป์ที่เซนทรัลปิ่นเกล้า แถมพ่วงด้วยงานมหกรรมหนังสืออีก
จะซื้ออะไรมาก มันก็ใช่ที่ คงต้องซื้อบางอย่าง ตัดใจบางอย่างละมั้ง
โว้ยยยย มีแต่เรื่องเครียดๆ จะต้องเจออย่างนี้อีกนานแค่ไหนเนี่ย
โชคชะตาจะทรมานกันไปถึงไหนกัน ยังไม่สะใจอีกหรือไง
เบื่อ เบื่อ เบื่อจริงๆ แต่ถึงเบื่อยังไงก็คงทำได้แค่ยืนหยัดต่อไปเท่านั้น เฮ้อ
ทิ้งท้ายด้วยกลอนบทนี้ก็แล้วกัน ไม่รู้ว่าใครแต่ง ไปเจอมาตั้งนานแล้ว
โดนใจดี เลยก๊อปมา แต่อาจจะผิดพลาดจากเดิมไปบ้าง เพราะที่เคยจดไว้มันสูญหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้
ณ ที่ใดหัวใจไม่ไหวหวั่น
ขอฝ่าฟันอุปสรรคและขวากหนาม
แม้สิ้นชาติวาสนาชะตาทราม
จะฝากนามให้โลกรู้กูก็ชาย
ณ ที่ใดไร้ญาติและขาดมิตร
ยังก็แต่ญาติสนิทพิสมัย
เสมอเพื่อนเสมอญาติไม่ห่างไกล
เป็นเพื่อนตายเคียงกูคู่ชีวา
September 13 Happy Birthday To MeHappy Birthday To Me
ร้องเพลงวันเกิดให้กับตัวเองอีกครั้ง
นี่อยู่มาบนโลกนี้ 20 ปีแล้วรึนี่ วันเวลามันผ่านไปเร็วจริงๆ
ที่ผ่านมามีเรื่องราวมากมายหลายอย่างผ่านเข้ามา
ทั้งที่ทำให้รู้สึกดี ทั้งที่ทำให้รู้สึกแย่ ปะปนกันไป
แต่ก็ดีเหมือนกัน เพราะอย่างน้อยมันก็ช่วยให้เข้าใจอะไรๆมากขึ้นกว่าเดิม
แม้บางครั้งมันมาพร้อมกับความรู้สึกที่ไม่ดีนักก็ตาม
แต่ยังไงก็ตาม ก็ต้องสู้ต่อไป
เพราะถ้าชีวิตไม่สิ้น ก็ต้องดิ้นรนกันต่อไป
แม้ว่ามันจะยากเย็นแสนเข็ญยังไงก็ตาม August 16 เซ็งครับผ่านไปแล้วครับ กับทริป 4 ปราสาทหินแดนอีสาน
พนมรุ้ง เมืองต่ำ เขาพระวิหาร พิมาย ทั้งสนุกทั้งเซ็งครับพี่น้อง
ได้ไปเปิดหูเปิดตาในที่ที่ไม่เคยไป ตกดึกนั่งเล่นไพ่(ฮา)
แต่แดดก็แรงได้ใจทีเดียว ล่อซะแดงเลย - -
ทว่าเซ็งครับ เซ็งสาดดดดดดดดดดดดดด
ไม่ได้ดูกล้องให้ละเอียดถี่ถ้วนครับ เลนส์มีรอยเปื้อนได้ยังไงก็ไม่รู้ แล้วก็ไม่ได้เช็ด
ผลหรือครับ ภาพออกมามัวชิบ เสียไปตั้งเยอะ เซ็งตัวเองอย่างแรง
ทั้งๆที่ใช้กล้องรุ่นเก่าแต่คุณภาพยังเก๋าแท้ๆ เสียดายจริงๆ
ไว้ให้หายเซ็งก่อนค่อยมาอัพรูปให้ดูชมกันครับ
July 27 จะสอบแล้วจะสอบกลางภาคแล้ว ยังรู้สึกว่าความรู้ไม่ปึ้กเลย แย่แน่เรา
โดยเฉพาะของอ.พรภิรมย์เนี่ย จะเอาอะไรไปสอบวะ รู้สึกหวั่นๆ
แล้วก็อัพโหลดรูปวันจัดซุ้ม 23 Jul 07 (69 ภาพจาก 199 ภาพ)
และรูปวันรับปริญญา (127 ภาพจาก 230 ภาพ)ให้ดูเป็นตัวอย่างแล้ว
ใครอยากได้แบบเต็มๆก็มาบอกกันด้วยแล้วกัน June 01 เปิดกรุ 30 May 07อัพโหลดให้แล้วนะครับ สำหรับคนที่ต้องการรูปวันเปิดกรุภาควิชาประวัติศาสตร์ วันที่ 30 พ.ค. 50
จากทั้งหมด 441 รูป คัดมาให้ดูเป็นตัวอย่าง 135 รูป
สำหรับคนที่ต้องการแบบทั้งหมด 441 รูป ก็มาบอกกันได้ จะแถมรูปในวันแรกพบคณะให้ด้วย
และปีนี้ก็พิเศษตรงที่งานเปิดกรุได้จัดให้กับน้องๆภาคพิเศษ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา(South East Asian Study)
ซึ่งพี่เองก็ยินดีต้อนรับน้องๆ KU 67 ว่าที่ SOC 42 ว่าที่ Hist' 33 กับ ว่าที่ SEA 1 (จะใช้แบบนี้รึป่าว)นะครับ
น้องๆมีปัญหาสงสัยอะไร ปรึกษารุ่นพี่ได้ทุกคนนะครับ พวกพี่ยินดีให้ความช่วยเหลือน้องๆเสมอครับ May 19 แรกพบคณะ 19 May 07ด้วยข้อจำกัดในเรื่องสถานที่ ทำให้ไม่ค่อยมีมุมถ่ายที่น่าสนใจ(สำหรับช่างภาพ)
ทำให้รูปของงานนี้จึงออกมาใกล้เคียงกัน มุมถ่ายคล้ายคลึงกัน
ถ้าอยากให้มีรูปเยอะกว่านี้ อดใจไว้กับงานเปิดกรุภาควิชาประวัติศาสตร์ 30 พ.ค. 50 ก็แล้วกัน
ส่วนใครที่อยากจะเม้นท์เรื่องงานนี้หรือเรื่องรูป เชิญที่นี่ April 30 Meeting แก๊ง ม.ต้นแม้จะได้เจอกันแค่ไม่กี่ชั่วโมง
แต่ก็สนุกมากทีเดียว
เสียดายมากันได้แค่ 8 คน นอกนั้นไม่ว่างเป็นแถบ
ก็ต่างคนต่างอยู่กันคนละที่ แถมบางคนอยู่ต่างจังหวัดโน่น
มีไม่กี่คนหรอกที่เรียนอยู่มหาลัยเดียวกัน
อยากให้คราวหน้าคนมาเยอะกว่านี้จัง
Miss You แก๊งม.ต้น
ปล. เต้ (แพทย์ ม.เชียงใหม่) - เปรยกะเราในMSN ทีแรกคิดว่าจะยาก แต่ก็เอาจนได้
ฟ้า (แพทย์ศิริราช) - ยอมซิ่วมาเรียนหมอ นานนะกว่าจะจบ ระวังไว้ คราวหน้าถ้าครบทีมเจอกัดหนักกว่านี้แน่
ฟาร์ (แพทย์ศิริราช) - ก็ยังเล่นอะไรกวนบาทาเหมือนเดิม
ชอล์ก (นักเรียนนายเรือ) - กวนเหมือนเดิม เผลอๆจะหนักกว่าเก่า แล้วตกลงจะเอาอะไรกันแน่ระหว่าง นาวิน กลิน นาวิก
แบงค์ (วิศวะเคมี ลาดกระบัง) - เหมือนเดิม เปลี่ยนแค่มึงใส่แว่น
โจ๊ก (มนุษย์ Eng มก.) - ไม่มีอะไรจะพูด เพราะเจอในม.บ่อยมาก
บอลล์ (วิศวะภาคพิเศษ มก.) - เจอค่อนข้างบ่อย กวนเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน
แล้วกูจะรวบรวมรูปที่ถ่ายวันนี้ยังไงเนี่ย March 12 The End of Sophomore Lifeในที่สุดชีวิตในรั้วมหาลัยก็ผ่านไปครึ่งทางแล้ว
เผลอแป๊บเดียว จะกลายเป็นพี่ปี 3 ซะแล้ว เวลามันไม่คอยใครจริงๆ
4 เดือนที่ผ่านมามันให้อะไรมากมายจริงๆ
เจอทั้งความทุกข์ ความว้าเหว่ รวมไปถึงกำลังใจที่ได้รับ
ก็รู้สึกดี ที่ตัวเองยังพอจะมีคุณค่าในสายตาหลายๆคน
เวลาจะเป็นตัวให้คำตอบเองว่า คนคนนี้...
ผ่านพ้นช่วง "Reconstruction" ไปได้รึยัง
ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจที่มีให้
January 30 ตัวสำรองอดทนตัวสำรองอดทน คำนี้ถ้าไม่ใช่คนที่ติดตามข่าวคราวเกี่ยวกับฟุตบอลอาจจะฟังดูงงๆ
ตัวสำรองอดทน ก็คือ ผู้เล่นที่ไม่ใช่ตัวเลือกอันดับแรกๆที่ผู้จัดการทีมจะเลือกใช้งาน
เป็นผู้เล่นที่มักจะถูกสื่อใช้คำกล่าวถึงว่า ใส่สนับก้นอยู่ที่ข้างสนาม
แต่นั่น ก็ยังมีโอกาสที่จะถูกส่งลงสนาม แต่สำรองอดทนจริงๆแล้วนั้น
จะหนักกว่าตัวสำรองทั่วไปอยู่มาก เพราะบางเกมจะไม่มีชื่อ
แม้กระทั่งตัวสำรองข้างสนาม ต่อให้เป็นเกมสำคัญแค่ไหนก็ตาม
ทั้งๆที่บางครั้งก็ไม่ได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก หรือไม่ได้ติดโทษห้ามแข่ง
น้อยครั้งมากที่จะถูกส่งลงเล่นเป็นตัวจริง ทว่าบางครั้ง
ต่อให้เล่นดีแค่ไหนก็ตาม เกมถัดไปก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้ลงเป็นตัวจริง
ถ้าโชคดีก็จะได้เป็นตัวจริง โชคร้ายหน่อยก็เป็นตัวสำรองข้างสนาม
ถ้าแย่เลยก็จะไม่มีชื่อแม้แต่เป็นตัวสำรองข้างสนาม
จะทำได้ก็แต่เพียงนั่งชมเกมอยู่บนอัฒจันทร์ เอาใจช่วยเพื่อนร่วมทีมที่เหลือ
ให้ช่วยกันต่อสู้ และนำชัยชนะมาสู่ทีม
ดังนั้นสิ่งเดียวที่ตัวสำรองอดทนจะทำได้ก็คือ อดทนและอดทน
ถ้ายังมีใจภักดีหรือผูกพันต่อสโมสรที่สังกัดอยู่
ตัวสำรองอดทนก็จะยังคงอดทนรอคอยเวลาของตนเอง
แม้ว่าบางครั้งแทบจะไม่ได้ลงเล่นติดต่อกันหลายเกมก็ตามที
แต่ถ้าตัวสำรองอดทนไม่สามารถทนรอได้อีกต่อไป
หรือได้รับการยืนยันจากผู้จัดการทีมแล้วว่าไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมอีกต่อไป
การโยกย้ายหาต้นสังกัดใหม่ก็จะเกิดขึ้น
หรือในกรณีที่ตัวสำรองอดทนรายนั้นมีอายุมากแล้ว อาจจะตัดสินใจเลิกเล่นไปเลยก็เป็นได้
แล้วพิมพ์เรื่องนี้มาทำไมน่ะหรือ คนในน่าจะรู้กัน
แต่ก็ช่างมันเถอะ ก็เราไปทำตัวไม่ดีเองนี่หว่า
มันก็ยุติธรรมแล้วล่ะที่จะได้รับผลตอบแทนแบบนี้
ก็ได้แต่อดทนต่อไป อดทนต่อไปเรื่อยๆ โดยมีความหวังอันน้อยนิดเหลืออยู่
แต่ถ้าความหวังนั้นพังทลายขึ้นมาล่ะ...
ก็ถือซะว่าภพชาตินี้หมดบุญแค่นี้ก็แล้วกัน
ตราบใดที่โชคชะตายังทรมานไม่สาแก่ใจ ก็ต้องทนต่อไป
จนกว่าโชคชะตาจะทรมาน จะเล่นตลกจนสาแก่ใจก็แล้วกัน January 03 Isolated Man / Forgotten ManHappy New Year 2007 For Everyone Who Still Care Me Or Still Thinking Of Me.
Now I Live Solely By Semi - Isolation Policy. Relate The Social For Less.
Please Leave Me Alone For A While.
If This Policy Is Good For The Social. I Will Still Do It.
I Concede The Lonelyness Because If I Still Relate With The Social...Maybe I Do The Problem.
------------------------------------
29/30/31 Dec 06 And 1 Jan 07
Travell Around Bangkok Lonely. Pick My Camera Photo Many Place.
To See My Pictures....Soon. October 09 ขอระบายหน่อยเถอะว่ะในที่สุดภาคเรียนที่แสนโหดร้ายก็ผ่านพ้นไปแล้ว
เกรดกูจะเหลือเท่าไรกันเนี่ย คิดแล้วเศร้า
เดือดสุดๆนะ เมื่อรู้ว่าทริปภาคต้องล่มไป เพราะอะไรก็น่าจะรู้ๆกัน
อย่าให้กูตบะแตกนะ จะเฉ่งล้างโคตรเลยไอ้พะวกที่ทำให้ทริปล่มเนี่ย ห่า
ทริปไม่มีก็วางแผนจะไปปากช่องกัน
พระพิรุณท่านก็กรุณามาก ทำให้น้ำท่วมซะงั้นน่ะ อดสิครับพี่น้อง
วันนี้ก็ไปเที่ยวกะพี่บูม พี่อู๋ พี่แหวนมา
พี่อู๋ชวนไปเที่ยวเรือดูลอส เรือห้องสมุดนานาชาติที่มาจอดที่คลองเตยจนถึงวันที่ 23 ตุลาคมนี้
ก็เลยไป ดีกว่าอยู่บ้านเบื่อๆ
บนเรือก็มีร้านขายหนังสือ แต่เป็นหนังสือนานาชาติซะส่วนใหญ่
มีเปิดให้ชมบรรยากาศภายในเรือด้วย ก็กระหน่ำถ่ายรูปกันซะ
เดินๆเบื่อๆก็ชมวิว ดูเรือที่มันจะเข้า-ออกปากแม่น้ำเจ้าพระยา
บวกกับลมเย็นๆที่พัดตลอด ก็ค่อยทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ลืมเรื่องเครียดไปได้บ้าง
เหลือลุ้นที่เที่ยวอีกที่ เมื่อกานต์เพื่อนซี้สมัยม.ปลายชวนไปบ้านพักตากอากาศมันที่ศรีราชาพร้อมกับคนอื่นๆ แต่มันบอกจะดูอีกทีหลังจากมันสอบเสร็จ
ภาวนาอย่าให้งานนี้ต้องล่มเล้ย นานๆทีจะได้เจอเพื่อนเก่าเนี่ย ขอกูเฮฮากะเพื่อนเก่าบ้างเถ้อ ท่านพระพิรุณที่เคารพ อย่าทำให้งานล่มเพราะสายฝนเล้ย
ปล.เดี๋ยวค่อยอัพโหลดรูปที่ไปถ่ายที่เรือดูลอส รอให้ได้ภาพมาครบก่อน August 07 อ่างทองออกไปเก็บข้อมูลนอกสถานที่ วิชาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวครับ
ที่โฮมสเตย์มาตรฐานไทย ต.บ้านม่วง อ.วิเศษไชยชาญ จ.อ่างทอง
เริ่มด้วย 5 สิงหาคม 2549
ตื่นมาแต่เช้า ทำอะไรเรียบร้อย แบกเป้ เดินไปเรียก Taxi ปากซอย
คนขับชวนคุย ถึงรู้ หลานเขาก็ KU 65 เหมือนกัน แต่อยู่วิทยาเขตสุพรรณบุรี
ถึงหมอชิตใหม่ รอซักพัก เจอเค้กกะกันย์ แล้วก็ทยอยๆกันมาจนครบกลุ่ม
นำโดยพี่โอปอ เรา อ้น กันย์ เค้ก แหม่ม(เชียงราย)
พอใกล้ได้เวลารถออก ก็ไปซื้อตั๋ว ค่ารถ 90 บาท
โดยสารไปกะรถกรุงเทพฯ - สุพรรณบุรี(สายเก่า) เพราะมันผ่านอ.วิเศษไชยชาญ
ตอนแรกๆก็มีคุยๆเฮฮากันบ้าง หลังๆมีหลับ+หงุดหงิด เพราะรถหวานเย็นโคตรๆ
จอดรายทางไปเรื่อย บางที่แม่งก็จอดซะนาน ราวๆเที่ยงครึ่งก็ถึงที่หมาย
ลงจากรถแล้วก็หาข้าวกินแถวๆนั้น อิ่มแล้วก็หารถเข้าไปที่ที่พัก เชื่อเลย ไม่มีรถสองแถวให้เหมารถ
ต้องเรียกมอเตอร์ไซค์คนละคันเข้าไป ระยะทางก็เอาเรื่อง 5 km.กว่าๆเอง
โดนค่ารถมอเตอร์ไซค์ไปอีก 40 บาทเลย เวรกรรม
พอจัดของ เปลี่ยนกางเกง กะทำอะไรเสร็จแล้ว
ก็สัมภาษณ์เก็บข้อมูลจากเจ้าของที่พักทันที เขาก็ให้ข้อมูลมาอย่างดี
เสร็จแล้วก็ออกมาเดินเล่น ถ่ายรูปบรรยากาศชนบทที่เงียบสงบ
แล้วเสร็จก็กลับมาดูทีวี รอทานข้าวเย็น แต่ขี้เกียจดูทีวี
เลยออกมาถ่ายรูปในสวนไปเรื่อย เจออะไรสวยๆงามๆเยอะแยะ
ไปเก็บลูกจันทน์ สอยมะเฟืองมากินกันสดๆ อุอุ
ก่อนทานมื้อเย็น เจ้าของที่พักเขาชวนไปดูอะไรข้างนอก
ไปกัน 3 คน มีเรา พี่โอปอ กะแหม่ม นอกนั้นจะดูทีวีกัน(เวรจริงๆ)
เจ้าของเขาก็ชวนไปดูพระตำหนักคำหยาด กะวัดคู
ก่อนจะกลับมาทานข้าวกัน จากนั้นก็ตามอัธยาศัย แยกย้ายกันไปอาบน้ำ ดูทีวี ขอยืมคอมเขาเล่น
จนประมาณตี 1 ก็เข้านอนกัน
6 สิงหาคม 2549
ตื่นมาตอนเช้า ตั้งใจจะถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้น แต่ฟ้าปิด เลยหมดกัน
ซักพักก็ไปอาบน้ำแปรงกัน แล้วไปนั่งดูทีวี กะออกไปถ่ายภาพวิวทั้งหลายแหล่
ก่อนจะกลับพี่โอปอก็ยังอุตส่าห์ไปหาตะกร้อมาสอยมะเฟืองมากินอีก
แล้วก็ถ่ายรูปหมู่กะเจ้าของที่พัก ก่อนที่เขาจะขับรถมาส่งขึ้นรถทัวร์กลับกรุงเทพฯ
ระหว่างทางเขาก็พาแวะชมจิตรกรรมฝาผนังที่วัดเขียน
ไปขอกุญแจมาเปิดโบสถ์ให้ด้วย ใจดีมากๆ
สภาพของภาพเขียนก็ชำรุดค่อนข้างเยอะทีเดียว เพราะเห็นร่องรอยโดนน้ำฝนชะออก
แวะชมกันนพอแล้ว ก็มาที่ที่รถทัวร์จะจอดรับคน ออกมาถึงเจอรถจอดรอพอดี
เลยรีบลาเจ้าของที่พัก แล้วขึ้นรถกลับกรุงเทพฯ
สภาพขากลับก็พอกัน หวานเย็นเหมือนเดิม ถึงกรุงเทพฯก็ประมาณบ่ายสาม แล้วก็ต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับ
หวังว่าข้อมูลที่ได้มาจะเพียงพอต่อความต้องการขอเจ๊เปรมฤดีนะ July 09 Soc Nightและแล้ววัน Soc Night ก็มาถึง
งานเลี้ยงฉลองรุ่น Soc 41
น้องๆหลายคนต่างก็ทำผลกันได้ดีทีเดียว
เห็นการทำงานของพวกน้องๆแล้วก็ชื่นใจ
ที่เห็นน้องๆมีไฟ มีพลังในงานทำงาน มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน
แม้จะมีความขัดแย้งกันบ้าง แต่ก็เป็นธรรมดาของการทำงานเป็นหมู่คณะ
ส่วนใหญ่ทั้งพี่ทั้งน้องต่างก็กลับดึกกันเป็นแถบๆ
มีบ้างที่ยังต่อหลังเสร็จพิธีบายศรีน้องๆ
ใครอยากได้รูปในงาน Soc Night ก็รอหน่อยละกัน
รูปมันเยอะ ขอเวลาให้ช่างภาพหน่อยนะ July 01 เหนื่อยเว้ยเหนื่อยเชี้ย เหนื่อยสัดๆ เหนื่อยโคตร
ทั้งงานตัวเอง งานส่วนรวม ประดังประเดเข้ามากันเข้าไป
เหนื่อยชิบหายเลยโว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
2-3 อาทิตย์ที่ผ่านมากลับบ้านมืดค่ำตลอด ถึงบ้านก็เหนื่อย สลบ
งานการอย่างอื่นไม่ต้องทำกันพอดี
เมื่อไรจะหายเหนื่อยว้า จะได้ผ่อนคลายได้บ้าง
------------------------------------------------------------
เฮ้อ ทำไมเวลาคิดทำอะไรใหม่ๆต้องเหนื่อยสาหัสสากรรจ์อย่างนี้
พลังงานที่เคยมีอยู่เต็มเปี่ยมมันหายไปไหนหมด อะไรมาดูดไปวะ
แล้วทำไมเวลาคิดทำอะไรบางทีต้องโดนด่า หาว่าข้ามหน้า ไม่เห็นหัว
พวกกูก็มีสิทธิ์ที่จะคิดนะโว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
เหนื่อยกาย เหนื่อยใจชิบหายเลยยยยยยยยยยย สาดดดดดด June 20 Ayutthaya in Rainy Dayเมื่อวันอาทิตย์(18 มิ.ย.) ไปอยุธยากะพี่บูม พี่ตั้ม ฝน เน่
นัดเจอที่สถานีรถไฟบางเขน ก่อนจะนั่งรถธรรมดาขบวน 201 พหลโยธิน-พิษณุโลก
ค่ารถ 10 บาทเอง ไปบางปะอินกันก่อน ถึงบางปะอิน ราวๆ 10.15 น. อากาศร้อนอบอ้าวมาก
เดินๆดูอะไรต่อมิอะไรในบางปะอินเสร็จ ก็ไปต่อที่วัดนิเวศธรรมประวัติ
เกือบๆบ่ายโมงก็นั่งรถมาที่สถานีรถไฟบางปะอิน เพื่อต่อรถไฟเข้าเกาะเมืองอยุธยา
มาถึงก็ซื้อตั๋ว แล้วรอรถธรรมดาขบวน 233 บางซื่อ-สุรินทร์ ค่ารถ 3 บาท ถูกมากกก
แล้วคราวซวยก็มาเยือน ในขณะที่อยู่บนรถที่จะเข้าเมืองนั้น
พายุฝนก็กระหน่ำอย่างหนักหน่วง ไปถึงอยุธยาในสภาพเปียกปอนไปตามๆกัน
จากสถานีรถไฟก็นั่งเรือข้ามแม่น้ำเข้าเกาะเมือง
ก่อนที่จะเข้าไปหาอะไรกินกันในตลาดเจ้าพรหม
กินอะไรเสร็จแล้วฝนก้ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
เลยพากันเรียกรถไปหลบฝนที่ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา
พอไปถึงรถมันดันจอดตรงที่น้ำท่วมขัง ก้าวเท้าลงมาจากรถเท่านั้นก็...
เละทั้งสองเท้า รองเท้าผ้าใบฉานนนน ชุ่มเลย
เนื่องด้วยฝนยังกระหน่ำอยู่ เลยนั่งรอไปเรื่อยๆ
จนประมาณบ่ายสองฝนก็เริ่มซาลง พี่บูมเลยชวนไปดูอะไรในม.ราชภัฎอยุธยาที่อยู่ใกล้ๆ
ในม.ราชภัฎอยุธยาก็มีสุสานเฉกะหมัด และวัดร้างอีก 3 แห่ง
(ไม่เคยรู้มาก่อนเลยเนี่ย) คือ วัดสิงหาราม วัดสวนหลวงค้างคาว วัดบรมพุทธาราม
สภาพวัดสิงหารามกะวัดสวนหลวงค้างคาวนั้นเรียกได้ว่าเก่าของจริง
เพราะไม่ได้มีร่องรอยการบูรณะเลย มีแต่ร่องรอยการถูกขุดหาสมบัติ
กะการจัดการอันสุดแย่ของเจ้าของที่ เพราะใช้วัดร้างเหล่านี้เป็นที่ทิ้งและเผาขยะ
ระยำหมาเอ๊ย เห็นโบราณสถานเป็นอะไรวะ สมบัติชาตินะเฟ้ย
นอกจากนี้ในม.ราชภัฎยังมีแนวคลองเก่าชื่อ คลองฉะไกรน้อยอยู่ด้วย
แถมยังเหลือสะพานเก่าสมัยอยุธยาอีก
เสร็จจากที่นี่แล้ว ก็เดินไปต่อที่พระราชวังและวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์
อยู่วนเวียนในนั้นจน 6 โมงครึ่ง พอออกมาโดนยามว่าเลย แฮะๆ
ก็ออกมาเพื่อที่จะไปสถานีรถไฟ แถมฝนก็เริ่มลงเม็ดอีกครั้ง
ถึงสถานีรถไฟราวๆทุ่มครึ่ง เปียกไปทั้งตัว แถมเท้ายังชุ่มไปด้วยน้ำอีก
ตอนแรกตั้งใจจะขึ้นรถเร็วขบวน 102 เชียงใหม่-กรุงเทพฯกลับกัน
แต่เหมือนโชคดี เพราะรถธรรมดาขบวน 210 บ้านตาคลี-บางซื่อล่าช้า
รถเลยมาถึงเอาตอนที่ไปซื้อตั๋วพอดี เลยประหยัดค่ารถไปได้ส่วนนึง
ขึ้นรถได้ แต่ก็ไม่มีที่นั่ง ยืนมาตลอด
จนถึงสถานีรังสิต คนลงเยอะ เลยได้นั่ง
พอถึงสถานีบางเขน พี่บูม ฝน เน่ ก็ลง
เหลือนั่งอยู่คนเดียวจนถึงบางซื่อ ตอนเวลาประมาณสามทุ่ม
ลงจากรถไฟแล้วก็รีบเดินมาต่อรถเมล์
เดินมาที่ท่ารถ รถสาย 97 มาพอดี เลยรีบขึ้นรถกลับบ้าน
กลับถึงบ้านแล้วก็รีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อ
พอเสร็จแล้วออกมาดูทีวีได้แปบเดียวก็ทนง่วงไม่ไหว
หลับยาวจนถึงตี 1 ก็ตื่นขึ้นมาทำอะไรนิดๆหน่อยๆก็ไปนอนต่อ
นี่เป็นครั้งแรก ที่ไปอยุธยาแล้วเจอสภาพเปียกปอนแบบนี้
หวังว่าถ้าไปคราวหน้าคงจะไม่เจอแบบนี้อีกนะ
June 18 ซักหน่อยเถอะแม่ง รักษาเวลากันดีเหลือเกิน ตื่นสายกันแต่เสือกนัดซะเช้า เจริญดีแท้
พับผ่านัดทั้งพี่ทั้งน้องมาที่ซุ้ม 6 โมง พอเอาเข้าจริงๆแล้ว...
พี่ดันเสือกมาสายเป็นแถบ ดีเหลือเกิน(ไม่ได้เหมารวมคนที่ติดธุระตอนเช้า)
เข้าเรื่องๆ
มีคำสั่งจากเบื้องบนมาว่า นัดพวกพี่ๆแล้วน้องๆมาที่ซุ้ม 6 โมงเช้าในวันที่ 16
แล้วกลับกลายเป็นว่า น้องมาเช้าเป็นแถบ แต่พี่มากันหลายเวลา
ตั้งแต่ 6 โมงยัน 11 โมง เจริญเจงๆ
น้องที่มาแต่เช้าก็เบื่อสิ นั่งหง่าวที่ซุ้มเป็นชาติ
กว่าจะเรียกรวมใต้คณะ แล้วให้อุปกรณ์มาทำความสะอาด
ทำเสร็จแล้วก็รอๆๆๆ รอไปจนกว่าจะประมาณบ่ายสาม
กว่าพวกพี่ staff และน้องจะไปที่ที่จัดงาน Freshy Night
(ไม่ได้ไป อารมณ์เสียแต่เช้า สัตว์)
ทีหลังนัดทำงานกูจะสายแม่ง 3-4 ชม.เลย พับผ่า
ปล. หงุดหงิด เคือง วันที่ 16 กลับถึงบ้านหลังจากกินสเต๊กก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว
กว่าจะได้นอนก็ตีสาม ตื่นมาอีกที 5.45 น. เพลียสัตว์
แถมยังต้องมาช่วยงานที่ม.อีก หามรุ่งหามค่ำดีแท้
เหนื่อยชิบหายเลยโว้ยยยยยยยยยยยยยยย เชี่ย
June 12 กระแสน้ำสำนวนไทยสำนวนหนึ่งกล่าวไว้ว่า "น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ"
เวลาจะทำอะไรก็ต้องดูตามสถานการณ์ อย่าได้ต้านโดยไม่เข้มแข็งพอ
ลมพายุโหมกระหน่ำ ก็ไม่สมควรที่จะขึ้นใบเรือ ได้แต่หักหางเสือระวังอย่าขวางคลื่น
หินก้อนเดียวตั้งตระหง่านกลางลำธารที่ไหลเชี่ยว
จะสามารถขวางกระแสน้ำได้นานเท่าไรกัน
ได้แต่ตั้งเด่ให้น้ำกัดเซาะ รอเวลาที่หินก้อนนั้นจะพังทลายก็เท่านั้น
ภูเขาหินทรายจะตั้งตระหง่านต้านกระแสลมได้สักเท่าไรกัน
ได้แต่ปล่อยให้ลมพัดกัดเซาะให้พังทลายกลายเป็นเศษหินธรรมดาๆที่ไร้ค่านั้น
เวลาเท่านั้น ที่จะให้คำตอบเราได้ ถ้าเรารออย่าอดทน
และมีความหวังที่จะรอ
อย่าทำความเข้าใจกะข้อความดังกล่าวมาเลย มันก็แค่อยากระบายความเครียดออกมาก็เท่านั้น
June 04 ขอระบายหน่อยเหอะสัตว์หมา เหี้ยๆจริง แค้นใจมากเมื่อเจอคนระยำอัปรีย์พรรค์นี้
เมื่อวาน 3 มิ.ย. 49 เป็นวันปฐมนิเทศของคณะ
ก็ถูกโทรตามตัวให้ไปช่วยงานเมื่อหัวค่ำของวันที่ 2
นึกในใจว่าเหนื่อยอีกแล้วกู เพราะต้องไปถึงคณะตอน 7 โมง
ไปถึงแล้ว ก็ช่วยน้องๆดูว่าเอกสารอะไรที่ต้องใช้มอบตัวตอนบ่ายพร้อมมั้ย
ขาดเหลืออะไรมั้ย แล้วก็พาน้องๆไปที่อาคารจักรพันธ์เพื่อไปปฐมนิเทศ
จัดการอะไรแล้ว ก็มานั่งรอให้ปฐมนิเทศเสร็จ
ซักพักพี่เก๋อ(ที่นั่งอยู่ห้องภาค) เรียกไปคุยว่าให้แบ่งกันกะเพื่อน
ว่าใครจะพาผู้ปกครองไปสัมมนา ใครจะพาน้องๆเดินชมคณะ(ปีนี้มาแนวใหม่แฮะ)
ในระหว่างที่คุยๆ เจ้าหน้าที่อีกคน(กูจะจำหน้ามึงไปจนวันตาย)
ก็พูดทำนองให้หาเด็กภูมิศาสตร์ให้หน่อย
ก็พูดโต้ตอบกันไปมา แล้วมีจังหวะนึง ไอ้เปรตนี่พูดออกมาทำนองให้ช่วยแบกของ
แล้วมีคำพูดนึงหลุดมากจากปากมัน ว่า
"ประวัติฯจบไปก็ไปขุดๆ"
ไอ้เหี้ย ขุดศพพ่อมึงสิ จะดูถูกประวัติศาสตร์เกินไปแล้วนะไอ้ชาติหมา
สันดานเหี้ย เลวระยำอัปรีย์ จัญไรแมน หัวควย ไอ้บัดซบ เย็ดเหี้ย
เหี้ยจะเกิดชิงเหี้ยเกิด ไอ้ถ่อย ไอ้สถุน ได้ยินแล้วอยากจะกระโดดถีบหน้ามันเหลือเกิน
แม่ง คิดแล้วน่าน้อยใจนัก ประวัติศาสตร์มีคุณค่ามากกว่าที่คิดซะอีกกูจะบอกให้
ทำไมใครๆถึงชอบดูถูกประวัติศาสตร์กันนัก อดีตของบรรพบุรุษตนเองยังกล้าดูถูกกันอีกหรือ
ความเป็นมาของมนุษย์ตั้งแต่อดีตมันไร้ค่านักรึไง
ประวัติศาสตร์สอนให้เราเรียนรู้อดีต เพื่อนำมาปรับใช้กับปัจุบัน
เพื่อสร้างสรรค์อนาคตที่ดีโดยมีอดีตเป็นบทเรียน
ไม่ใช่วิชาที่เอาแต่ท่องจำอยู่กับของเก่าๆ
ประวัติศาสตร์คือวิชาที่เราต้องวิเคราะห์อดีต เพื่อศึกษาว่าอดีตที่ผ่านมามีผลอย่างไรต่อปัจจุบัน
แล้วใช้อดีตนั้น เป็นบทเรียนในการแก้ไขข้อผิดพลาด เพื่อไม่ให้ข้อผิดพลาดนั้นเกิดขึ้นในอนาคต
แล้วจบไปไปทำอะไร นี่ก็คือคำถามยอดฮิต เจอมาตลอดเวลาใครๆถามว่าเรียนอะไร
จะตอบให้ว่า ขึ้นอยู่กับสายงานที่เราชอบ และวิชาโทก็มีส่วนด้วยบ้าง
เช่น ใครอยากเป็นไกด์ ก็เป็นได้ ที่เที่ยวทางประวัติศาสตร์ในโลกนี้มีถมเถไป
คนที่ชอบงานด้านนี้อาจจะเรียนวิชาโทด้านการท่องเที่ยว หรือภาษาต่างประเทศ เช่น ENG จีน ญี่ปุ่น
หรืออาจจะเป็นวิชาโทด้านการถ่ายภาพก็ได้เหมือนกัน
ใครชอบงานด้านสารคดีทางประวัติศาสตร์ ก็อาจเรียนวิชาโทด้านการสื่อสาร การทำสารคดี
อย่างเช่นรายการตำนานโลกทางช่อง 11 วันอาทิตย์ เวลาประมาณ 4 ทุ่มครึ่ง
ใครชอบสายงานด้านนักวิชาการ ก็อาจเรียนวิชาโทด้านรัฐศาสตร์ สังคมวิทยา หรือกฎหมาย
นอกจากนี้ยังมีสายงานอื่นๆอีก เช่น รุ่นพี่คนนึงที่จบไปแล้ว ไปทำงานเป็นแอร์โฮสเตท
นอกจากนี้ก็มีอีกคนนึง ที่จบประวัติศาสตร์เกษตรนี่แหละ ทำงานด้านการท่องเที่ยว
เอ่ยชื่อไปหลายๆคนอาจจะรู้จักดี เขาคือ คุณธีรภาพ โลหิตกุล
จะเห็นได้ว่าจบประวัติศาสตร์ไปก็ไปทำงานได้หลายๆรูปแบบ ไม่ใช่แค่ไปขุดๆๆเท่านั้น
แต่ก็คงอีกนาน กว่าที่ใครๆจะเข้าใจประวัติศาสตร์อย่างถ่องแท้
ตราบเท่าที่ใครต่อใครยังเห็นว่าประวัติศาสตร์มีแค่การขุดๆๆเท่านั้น
ขออภัยผู้อ่านถ้าคำพูดออกแนวรุนแรงมาก
ก็ขอให้เข้าใจความอัดอั้นตันใจนี้ไว้ด้วย May 30 ขอขอบคุณจากใจขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่ร่วมลำบากลำบนซ้อมแทบเป็นแทบตาย
ขอบคุณน้ำใจจากพี่ๆที่มาช่วยในวันสอบสัมภาษณ์น้องๆ
กะช่วยเตรียมงานวันแรกพบคณะ
ขอบคุณคำแนะนำจากพี่บูมและพี่อู๋ที่มีให้
ขอบคุณทุกคนสำหรับความทุ่มเทที่มีให้กับงาน
ขอบคุณน้ำใจเพื่อนที่ซิ่วติดแล้วยังมาร่วมงาน
และสุดท้าย...
ขอต้อนรับน้องๆประวัติศาสตร์รุ่น 32 สู่รั้วนนทรีแห่งทุ่งบางเขน
ปล. ใครอยากคอมเม้นท์ภาพบรรยากาศภายในงานแรกพบ+เปิดกรุ
เม้นท์ได้ที่นี่ |
|
|